เกิดคำถามมากมายหลังการจากไปของซีเนอดีน ซีดาน และคริสเตียโน่ โรนัลโด้  2 กำลังสำคัญของสโมสรที่ทำให้เรอัล มาดริดครองความยิ่งใหญ่ในศึกฟุตบอลยุโรปมา 3 สมัยติดต่อกัน ซึ่งการแทนที่ของซีเนอดี ซีดานนั้นทางเรอัล มาดริดต้องหามาแทนแน่นอน เพราะว่าเป็นตำแหน่งกุนซือ ซึ่งฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริดก็ไปดึงตัวจูเลน โลเปเตกีเข้ามาแทน แต่ในรายของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่เสียไปให้กับยูเวนตุสไป เรอัล มาดริดตัดสินใจไม่ได้หานักเตะระดับโลกเข้ามาแทนที่แต่อย่างใด ซึ่งมีแต่นักเตะดาวรุ่งที่ถูกคาดหมายว่ากุนซือคนใหม่จะดันขึ้นมาสู่ทีมเท่านั้น โดยมีทางวินิซิอุส จูเนียร์ ดาวรุ่งชาวบราซิเลี่ยนวัย 18 ปีที่ไปคว้ามาจากฟลาเมงโก้ที่ถูกมองว่าจะสามารถเป็นตัวแทนของดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสได้ในอนาคต แต่ปัญหาคือฤดูกาลนี้จูเลน โลเปเตกีเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาจะผลักดันมาร์โก อเซนซิโอ และแกเร็ธ เบล ให้ก้าวขึ้นไปทำประตูในระดับที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้เคยทำในฤดูกาลนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาเคยมีข่าวกับ 3 นักเตะระดับโลกที่เล็งจะคว้าตัวมาแทนโรนัลโด้ คือเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ชาวเบลเยี่ยมของเชลซี รวมถึง 2 ดาวเตะจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงอย่างคิลิยัน เอ็มบัปเป้ ดาวรุ่งที่คว้าแชมป์โลกกับทีมชาติฝรั่งเศส และเนย์มาร์ กองหน้าจอมสำออยทีมชาติบราซิล

แต่หลังจากที่ 2 นักเตะของทีมดังในฝรั่งเศสได้ออกมาประกาศว่าพวกเขาจะอยู่ค้าแข้งในลีก เอิงต่อไปในฤดูกาลนี้ ทำให้ฟลอเรนติโน่ เปเรซ หันไปหาเอแดน อาซาร์ทันที แต่ว่าโดนทางเชลซีตั้งค่าตัวไว้สูงถึง 170 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ทำให้พวกเขาไม่กล้าทุ่มซื้อดาวเตะวัย 27 ปีมาร่วมทีม และจะใช้นักเตะที่มีอยู่มาแทนโรนัลโด้เท่านั้น แต่ปัญหาก็คือไม่มีนักเตะคนไหนของเรอัล มาดริด หรือที่พวกเขาเล็งจะคว้าตัวมาร่วมทีมที่สามารถทดแทนการขาดหายไปของโรนัลโด้ได้เลย เพราะหากสามารถหาตัวแทนของ CR7 ได้ง่ายๆ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ได้เป็นนักเตะที่คว้ารางวัลบัลลง ดอร์ได้ถึง 5 สมัยอย่างแน่นอน ซึ่งจนถึงตอนนี้ไม่มีนักเตะไหนฝีเท้าดีพอที่จะแทนคริสเตียโน่ โรนัลโด้ได้ แม้กระทั่งแกเร็ธ เบล ดาวเตะทีมชาติเวลส์ที่เคยทำลายสถิติค่าตัวแพงที่สุดในโลกของโรนัลโด้มาแล้วก็ตาม ซึ่งก็แสดงให้เห็นแล้วในช่วง 2 นัดแรกของฤดูกาล ทั้งในศึกยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ และลา ลีก้าสเปนนัดเปิดฤดูกาล

ข้อมูลโดย  http://xn--789-1kl1enag3hb9fba7yzb6h.com/

    ถึงแม้ว่าแฟนฟุตบอลของเรอัล มาดริดที่สเปนจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับการสูญเสียคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะชื่อก้องโลกออกจากทีมไปในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรตัดสินใจขายไปให้กับเรอัล มาดริดด้วยค่าตัวถึง 120 ล้านยูโร รวมถึงบรรยากาศภายในทีมเรอัล มาดริด และการเล่นในสนามที่ก็เหมือนนักเตะแต่ละคนในแนวรุกจะมีอิสระในการเข้าทำมากขึ้นในยุคที่ไม่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และมีการเปลี่ยนกุนซือจากซีเนอดีน ซีดานมาเป็นจูเลน โลเปเตกี อดีตกุนซือเอฟซี ปอร์โต้ และทีมชาติสเปน ที่ให้อิสระกับนักเตะในแนวรุกอย่างเต็มที่ และดูเหมือนว่าภาระในการทำประตูจะไม่ได้ไปตกอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งเหมือนอย่างในยุคที่มีโรนัลโด้นำทัพ ซึ่งทำให้นักเตะแต่ละคนมีบทบาทกับเกมมากขึ้น และก็มีค่าเฉลี่ยในการทำประตูที่ไล่เลี่ยกันด้วย ซึ่งมันทำให้นักเตะที่อยู่ในทีมตอนนี้ดูแฮปปี้กับการเล่นให้ทีม “ราชันย์ชุดขาว” เป็นอย่างมาก

แต่สิ่งหนึ่งที่การขาดหายไปของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะเจ้าของรางวัลบัลลง ดอร์ 5 สมัย แล้วส่งผลกระทบโดยตรงต่อเรอัล มาดริดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือการที่พวกเขาต้องการนักเตะที่สามารถตัดสินเกมได้ในยามที่รูปเกมมีความสูสี ยามคับขัน หรือว่าในช่วงที่กำลังจะเพรี่ยงพร้ำก็ตาม ซึ่งดาวเตะกัปตันทีมชาติโปรตุเกสวัย 33 ปี มีสิ่งหนึ่งที่นักเตะเรอัล มาดริดในชุดนี้ไม่มี ก็คือความเป็นเพชรฆาต หรือว่า Match winner นั่นเอง ที่มีนักฟุตบอลน้อยคนนักที่จะมีคุณสมบัตินี้อยู่กับตัว ซึ่งเราได้เห็นความแตกต่างมาแล้วในฤดูกาลก่อนๆ อย่างในรอบรองชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่เรอัล มาดริดพบกับบาเยิร์น มิวนิค ซึ่งรูปเกมโดยรวมทีม “เสือใต้” ทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องมาพ่ายให้กับความเฉียบขาดของคริสเตียโน่ โรนัลโด้นั่นเอง

แฟนบอลบางคนอาจจะมองข้ามไป ซึ่งมันจะไม่เห็นผลอย่างชัดเจน หากว่าเป็นเกมที่เรอัล มาดริดเจอกับคู่แข่งที่ธรรมดา และสามารถทำประตูนำออกไปก่อนแล้ว แต่จะเห็นได้อย่างชัดเจนทันทีในนัดที่คู่ต่อสู้ทำได้ดี และรูปเกมสูสีใกล้เคียงกัน ซึ่งฤดูกาลนี้พวกเขาก็พลาดมาแล้ว ในนัดที่บุกไปเสมอกับแอตเลติก บิลเบาที่ซาน มาเมส 1-1 ซึ่งนัดนั้นเรอัล มาดริดเล่นได้ไม่ดีนัก แต่นักเตะอย่างคาริม เบนเซม่า หรือแม้แต่แกเร็ธ เบล ก็ไม่สามารถฉายแสงในเกมแบบนั้นได้ แต่หากมีโรนัลโด้อยู่ พวกเขาอาจจะชนะไปแล้วก็ได้

 

    หลังจากที่เรอัล มาดริด ยอดทีมจากประเทศสเปนไม่ซื้อซุเปอร์สตาร์เข้ามาเสริมทัพแทนที่การจากไปของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดกองหน้ากัปตันทีมชาติโปรตุเกส ที่ขายไปให้กับทางยูเวสตุส ยอดทีมจากอิตาลี โดยพวกเขามีเป้าหมายที่อยู่ในใจหลายราย แต่ว่างทุกรายล้วนอยู่กับสโมสรที่ใหญ่ และไม่ปล่อยนักเตะออกจากทีมในฤดูกาลนี้ ไม่ว่าจะเป็นเอแดน อาซาร์ ตัวรุกทีมชาติเบลเยี่ยมจากเชลซี หรือคิลิยัน เอ็มบัปเป้ และเนย์มาร์ 2 ซุเปอร์สตาร์จากเรอัล มาดริดก็ตาม ทำให้พวกเขาต้องใช้ผู้เล่นชุดเดิมที่มีอยู่ต่อไปในฤดูกาลนี้ โดยจูเลน โลเปเตกีพยายามจะผลักดันแกเร็ธ เบล มาร์โก อเซนซิโอ หรืออิสโก้ขึ้นมาเล่นเป็นตัวรุกแทน แต่จาก 2 เกมที่ผ่านมาที่แพ้ให้กับเรอัล มาดริด 2-4 ในศึกยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ และเกมลา ลีก้าที่พบกับเกตาเฟ่ ต้องบอกเลยว่าเป็นเรื่องที่เหนื่อยมากอย่างแน่นอนหากว่าพวกเขาอยากที่จะลุ้นแชมป์ทุกรายการในฤดูกาลนี้

ระบบการทำทีมของจูเลน โลเปเตกีต้องบอกเลยว่าแทบไม่ต่างจากตอนที่เขาคุมทีมชาติสเปน คือสามารถครองบอล ต่อบอลไปในแดนคู่แข่งได้ดี แต่กว่าจะหาโอกาสในการทำประตูได้แต่ละครั้งถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก ซึ่งต่างจากยุคของซีเนอดีน ซีดาน กุนซือคนก่อนหน้านี้ที่เกมรุกของพวกเขาจะหาจังหวะจบได้ตลอด โดยมีคริสเตียโน่ โรนัลโด้เป็นตัวเป้าเวลาที่เกมตัน และไม่สามารถหาทางเจาะได้แล้ว ซึ่งมันทำให้ทีมมีทางเลือกในการเปิดบอลเข้าเขตโทษ แต่ในยุคของโลเปเตกีนั้นกับหาโอกาสยิงประตูได้น้อยลง โดยในนัดที่พบกับทีมเกตาเฟ่ซึ่งพวกเขาเหนือกว่ามาก แต่กลับหาจังหวะในการทำประตูได้เพียงแค่ 10 ครั้งเท่านั้น และยิงตรงกรอบได้เพียงแค่ 3 ครั้งด้วย ซึ่งยังดีที่ได้มา 2-0 ทำให้พวกเขาเก็บชัยชนะไปได้ แต่ว่าในนัดต่อๆ ไปพวกเขาจะมีปัญหาอย่างแน่นอน หากว่าหาจังหวะจบสกอร์ได้น้อยเท่านี้ และตอนนี้พวกเขาถูกมองว่าจะเป็นเต็ง 3 ด้วยซ้ำที่จะคว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปนในฤดูกาลนี้ เนื่องจากแอตเลติโก มาดริดมาแรงแซงหน้าเรอัล มาดริดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่เสริมทัพมาได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึงในศึกดาร์บี้ แมตช์ล่าสุดทีม “ตราหมี” ก็สามารถเอาชนะเรอัล มาดริดได้ด้วย ถึงแม้ว่าจะไปชนะในช่วงต่อเวลาก็ตาม แต่มันทำให้เห็นว่าเรอัล มาดริดไม่ได้มีทีเด็ดเหมือนตอนที่มีซีดานคุมทีมอยู่แล้ว และฤดูกาลนี้มีโอกาสสูงมากที่พวกเขาจะมือเปล่าตอนจบฤดูกาล

     หลังจากก่อนหน้านี้ในช่วงซัมเมอร์หลายๆ ปีที่ผ่านมา เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟุตบอลยุโรป มักทำการทุ่มเงินกว้านซื้อนักเตะเข้ามาสู่ทีมหลายราย แต่ในช่วงซัมเมอร์นี้คงจะต้องถึงเวลาของการผ่องถ่ายนักเตะออกจากทีมไปบ้าง โดยเริ่มแรกพวกเขาก็ทำการปล่อยคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวยิงของสโมสรออกไปให้กับยูเวนตุส ทีมแชมป์แห่งอิตาลีด้วยราคา 120 ล้านยูโร ตั้งแต่หลังจบศึกฟุตบอลโลกได้ไม่นาน และยังมีทีท่าว่าจะปล่อยนักเตะอีกหลายคนออกจากทีมด้วย โดยนักเตะที่ตกเป็นข่าวมาตลอดในระยะหลังก็คือลูก้า โมดริช กองกลางคนสำคัญของทีม และอีกคนคือมาเตโอ โควาซิช ซึ่งทั้ง 2 คนเป็นกองกลางทีมชาติโครเอเชียที่ถือว่าเป็นผู้เล่นกำลังหลักของทีมในช่วงที่ผ่านมาที่ทีมประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ถึง 3 ฤดูกาลติดต่อกัน และโดยเฉพาะในรายของโมดริช ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจมากว่าข่าวการย้ายทีมของเขายังคงมีอยู่เรื่อยๆ โดยเป็นทางอินเตอร์ มิลาน ทีมในอิตาลีที่สนใจจะดึงตัวเขาไปร่วมทีม ซึ่งทางฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรก็ได้ออกมาบอกแล้วว่าหากต้องการตัวก็ต้องจ่ายค่าฉีกสัญญามาเท่านั้น คือมูลค่ากว่า 700 ล้านยูโร ซึ่งก็คงไม่มีทีมไหนที่จะมีเงินมาบ้าทุ่มซื้ออย่างแน่นอน แต่สิ่งที่สำคัญคือดูเหมือนว่าดาวเตะวัย 32 ปีจะอยากย้ายออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการค้าแข้งในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวตลอด 6 ฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งเขาก็คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ถึง 4 สมัยหลังจากย้ายจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์มาค้าแข้งในกรุงมาดริด

ถือว่ามีความเป็นไปได้แค่เล็กน้อยเท่านั้นที่ทางเรอัล มาดริดจะยอมปล่อยลูก้า โมดริชออกจากทีมไปง่ายๆ เหมือนกับที่ปล่อยคริสเตียโน่ โรนัลโด้ออกจากทีมไปก่อนหน้านี้ เพราะหากปล่อยนักเตะตัวสำคัญออกจากทีมไปพร้อมกันถึง 2 คน แล้วยังไม่ได้ตัวด%

    ในยุคการคุมทีมของซีเนอดีน ซีดาน กุนซือที่ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในช่วง 2 ปีครึ่งที่เขามารับงานคุมทีมเรอัล มาดริด กุนซือวัย 46 ปีมี 3 กองกลางคนโปรดของเขาที่จะใช้เป็นประจำหากไม่มีนักเตะคนไหนติดโทษแบน ซึ่งก็คือคาเซมิโร่ กองกลางตัวรับทีมชาติบราซิล ที่ก็พึ่งก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในยุคของกุนซือชาวฝรั่งเศสนี่เอง โดยจะเล่นเป็นตัวตัดเกมอยู่หน้าแผงหลัง และมีลูก้า โมดริช กองกลางทีมชาติโครเอเชียที่รับบทบาททำเกมร่วมกับโทนี่ โครสส์ กองกลางทีมชาติเยอรมัน โดยพวกเขาเป็น 3 ประสานที่เล่นได้อย่างลงตัว และครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลยุโรปตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา

แต่หลังจากมีการเปลี่ยนตัวกุนซือในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในแดนกลางของทีมก็ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วย เนื่องจากในช่วงศึกยูฟ่า ซุเปอร์ คัพก่อนเริ่มฤดูกาลลา ลีก้า รวมถึงศึกลา ลีก้าสเปนนัดแรกของฤดูกาลที่พบกับเกตาเฟ่ที่ผ่านมา กุนซือวัย 51 ปียังไม่เคยให้โอกาส 3 กองกลางในยุคของซีเนอดีน ซีดานได้ลงสนามเป็นตัวจริงพร้อมกันเลย โดยมีเพียงแค่ช่วง 20 นาทีสุดท้ายที่พบกับเกตาเฟ่ และช่วงครึ่งหลังในเกมกับแอตเลติโก มาดริดเท่านั้นที่พวกเขาทั้ง 3 คนได้ลงสนามพร้อมกัน โดยระบบของจูเลน โลเปเตกี อดีตกุนซือทีมชาติสเปน และเอฟซี ปอร์โต้ ที่ใช้ระบบ 4-3-3 โดยเขาจะปรับเอาอิสโก้ เพลย์เมคเกอร์ของทีมลงมาเป้นกองกลาง ซึ่งต่างจากในยุคของซีดานที่เขาจะให้อิสโก้เล่นเป็นกองหน้าทางฝั่งซ้าย แต่โลเปเตกีเลือกที่จะใช้มาร์โก อเซนซิโอไปเป็นกองหน้าฝั่งซ้ายแทนในช่วง 2 เกมที่ผ่านมา ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียวที่โลเปเตกีจะใช้วิธีการนี้เป็นหลักในฤดูกาลนี้ ซึ่งจะทำให้ 3 กองกลางตัวหลักจาก 3 ฤดูกาลก่อนจะต้องมีคนใดคนหนึ่งหลุดจากตำแหน่งตัวจริงไป เพราะว่าโลเปเตกีจะเลือกอิสโก้ลงสนามเป็นหลักอย่างแน่นอน เพราะว่าเหมือนจะเป็นลูกรักตั้งแต่เขาคุมทีมชาติสเปนแล้ว และจะทำให้พวกเขาต้องมาปรับวิธีการเล่นใน 3 กองกลางใหม่ทั้งหมดด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากทีเดียวที่จะหาจุดลงตัวเหมือนอย่างที่ซีเนอดีน ซีดานเคยทำได้ และถึงคราวที่ 3 ประสานในแดนกลางที่ลงตัวที่สุดน่าจะต้องล่มสลายลงเสียแล้ว

    ได้มีการคุมทีมอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับจูเลน โลเปเตกี อดีตกุนซือทีมชาติสเปน ที่หันมารับงานคุมทีมเรอัล มาดริดเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จนทำให้เกิดความวุ่นวายกันยกใหญ่ในแคมป์ทีมชาติสเปน ก่อนศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียจะเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่วันเท่านั้น และคงบอกได้เลยว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทีมชาติสเปนไม่ประบสบความสำเร็จในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เนื่องจากทีมที่ทำศึกครั้งนั้นเขาเป็นคนเลือกมากับมือ แล้วก็เตรียมทีมร่วมกันมานานแล้ว ซึ่งการให้เฟร์นานโด เอียร์โร่มาคุมทีมในตอนนั้นทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก และผลก็เป็นอย่างที่เห็น

โดยนัดแรกในการคุมทีมของกุนซือวัย 51 ปีให้กับเรอัล มาดริดคือการที่ต้องเล่นพรีซีซั่นกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เก็บตัวมานานกว่าพวกเขาพอสมควร ซึ่งโลเปเตกีก็จัดทัพที่พร้อมที่สุดลงสนามในนัดนั้น โดยใช้ระบบ 4-2-3-1 แผนประจำของเขาซึ่งคาดว่าจะนำมาใช้เป็นระบบหลักของเรอัล มาดริดในฤดูกาลนี้ด้วย โดยกองหน้าตัวเป้าเป็นคาริม เบนเซ่ม่า ตัวรุกเป็นวินิซิอุส จูเนี่ยร์ ดานี่ เซบาญอส และแกเร็ธ เบล แต่เนื่องจากความฟิตที่ยังสู้ไม่ได้ ทำให้พวกเขาต้องแพ้ไป 1-2 แต่รูปทรงของเกมถือว่าทำได้ดีทีเดียว และทำให้โลเปเตกีต้องรอชัยชนะนัดแรกของเขาออกไปก่อน

แต่ในเกมอุ่นเรื่องล่าสุดจูเลน โลเปเตกีก็สามารถเก็บชัยชนะนัดแรกในการคุมทีม “ราชันย์ชุดขาว” ได้สำเร็จ เมื่อเอาชนะยูเวนตุสไปได้ 3-1 ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เกมอุ่นเครื่องก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นการปลดล็อคชัยชนะนัดแรกได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเกมนี้เล่นกันได้อย่างสนุก และพวกเขาถูกยูเวนตุสออกนำไปก่อนด้วย จากการทำเข้าประตูตัวเองของดานี่ กาบาร์ฆาล แบ็คขวาทีมชาติสเปน แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เล่นได้ดีขึ้นโดยเฉพาะจังหวะสวนกลับที่มีวินิซิอุน จูเนี่ยร์ กับมาร์โก อเซนซิโก้ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันในการโต้กลับ และมารัวทำได้ถึง 3 ประตูจากมาร์โก อเซนซิโอ 2 ประตู และแกเร็ธ เบลอีก 1 ประตู ซึ่งอันที่จริงพวกเขามีโอกาสจะทำประตูได้มากกว่านี้อีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ก็จังหวะยังไม่ลงล็อคเท่าไหร่ ซึ่งจบเกมพวกเขามีสถติครองบอลถึง 64% เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเยอะมากกับการเจอกับทีมชั้นนำอย่างยูเวนตุสที่ก็จัดตัวผู้เล่นชุดใหญ่เลยทีเดียวในการลงสนามนัดนี้

 

    ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ๆ สำหรับเรอัล มาดริดในช่วงต่อจากนี้ที่จะไม่มีทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ฝากผลงานไว้กับสโมสรมากมายในระยะเวลา 9 ปีที่ค้าแข้งในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว รวมถึงการที่ไม่มีซีเนอดีน ซีดาน กุนซือชาวฝรั่งเศสผู้พาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ 3 สมัยซ้อน ซึ่งยังไม่เคยมีกุนซือคนไหนทำได้เลยด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ซีดานพึ่งจะก้าวขึ้นมาคุมทีม “ราชันย์ชุดขาว” ได้เพียง 2 ปีครึ่งเท่านั้น ทำให้หลายคนต่างมองว่าเรอัล มาดริดคงจะไม่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลรายการใหญ่ของยุโรปในปีนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากสถิติที่ผ่านๆ มามันบอกแบบนั้น เพราะว่าผลงานของเรอัล มาดริดในช่วงก่อนที่จะดึงคริสเตียโน่ โรนัลโด้จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์เมื่อปี 2009 พวกเขาต้องตกรอบ 16 สุดท้ายมาโดยตลอดในช่วง 5 ปีก่อนหน้านั้น และในปีแรกที่โรนัลโด้มาร่วมทีมเขาก็ต้องตกรอบ 16 ปีสุดท้ายเช่นกัน แต่หลังจากนั้นมาอีก 8 ฤดูกาล เรอัล มาดริดกลับผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้เป็นอย่างน้อยมา 8 ฤดูกาลแล้ว ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าดาวเตะกัปตันทีมชาติโปรตุเกสมีความสำคัญกับผลงานในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกของทีมจากเมืองหลวงของประเทศสเปนเป็นอย่างมาก โดยในช่วง 8 ฤดูกาลหลังสุด พวกเขาคว้าถ้วย “บิ๊ก เอียร์” ไปได้ถึง 4 ครั้ง และทำให้ยอดรวมแชมป์สูงสุดของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกซึ่งรวมไปถึงยูโรเปี้ยน คัพในสมัยก่อนด้วย พวกเขาจะมียอดรวมการเป็นแชมป์ถึง 13 สมัยแล้ว และทิ้งอันดับที่ 2 คือเอซี มิลานที่ได้แชมป์รายการนี้ไปแล้ว 7 ครั้งไปถึง 6 สมัยด้วยกัน

นอกจากผลงานของทีมเรอัล มาดริดแล้ว ผลงานส่วนตัวของโรนัลโด้ก็มีส่วนที่ทำให้ทีมประสบความสำเร็จเช่นกัน เนื่องจากหลังจากที่โรนัลโด้ย้ายมาอยู่ที่ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ดาวเตะหมายเลข 7 ของทีมกลายเป็นดาวซัลโวประจำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไปถึง 6 ฤดูกาล โดยเป็น 6 ฤดูกาลหลังสุดด้วยที่เขายิงได้มากสุดมาตลอด โดยมีเพียงฤดูกาล 2014-2015 เท่านั้นที่เขาทำประตูได้เท่ากับเนย์มาร์ และลิโอเนล เมสซี่ 2 ดาวเตะของบาร์เซโลน่าในเวลานั้นที่ 10 ประตู ทำให้โรนัลโด้กลายเป็นนักเตะที่เป็นดาวซัลโวมากที่สุดถึง 7 สมัย โดยรวมกับตอนที่อยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 สมัยในปีที่เขาพาทีม “ปีศาจแดง” คว้าแชมป์ในฤดูกาล 2007-2008 และตอนนี้ยังกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลรายการนี้ด้วย และนี่คือเหตุผลที่จะทำให้เรอัล มาดริดจะไม่ประสบความสำเร็จในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลนี้

   เซร์คิโอ รามอส ปราการหลังทีมชาติสเปน อยู่ค้าแข้งกับเรอัล มาดริดมาแล้วกว่า 13 ฤดูกาล โดยฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลที่ 14 ของเขาในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ซึ่งเขากลายเป็นตัวหลักของทีมมาโดยตลอด หลังจากย้ายจากเซบีญ่ามาร่วมทีมดังจากเมืองหลวงด้วยค่าตัว 27 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะกองหลังชาวสเปนที่มีค่าตัวแพงที่สุดในเวลานั้นอีกด้วยในช่วงปี 2005 โดยรามอสถูกยกย่องว่าเป็นกองหลังดาวรุ่งอนาคตไกลในเวลานั้น ซึ่งตอนนั้นเขาเล่นได้ทั้งแบ็คขวา และปราการหลังตัวกลาง แต่ระยะหลังเขาถูกจับมาเล่นเป็นปราการหลังตัวกลางมาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันเขาก็อายุอานามปาเข้าไป 32 ปีแล้ว ทำให้สปีดความเร็ว และร่างกายของเขาไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิม แต่ก็ได้เพิ่มการอ่านเกมที่เฉียบขาดขึ้น และประสบการณ์ที่ทำให้เขานิ่งขึ้นมาทดแทน แต่ด้วยฟอร์มจากช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเหมือนว่าจะเป็นช่วงที่อยู่ในฟอร์มขาลงของเขาแล้ว และทางเรอัล มาดริด โดยกุนซือคนใหม่อย่างจูเลน โลโปเตกี และฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรของทีมควรจะหาตัวตายตัวแทนของอดีตดาวรุ่งของเซบีญ่าเข้ามาแทนที่ได้แล้ว เนื่องจากเซร์คิโอ รามอสคงจะเล่นด้วยฟอร์มที่ดีที่สุดได้อีกไม่นานแล้ว แต่ในช่วงซัมเมอร์นี้ทีมยังไม่ได้มีการซื้อตัวนักเตะในตำแหน่งกองหลังเข้ามาสู่ทีมแต่อย่างใด

โดยตอนนี้ดาวเตะวัย 32 ปีจะยืนเป็นปราการหลังตัวกลางคู่กับราฟาเอล วาราน ปราการหลังร่างสูงทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแชมป์โลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมาด้วย โดยจะได้จับคู่กันเป็นหลัก โดยวารานมีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น โดยในทีมเรอัล มาดริดตอนนี้มีเพียงนาโช่ เฟร์นานเดส กองหลังทีมชาติสเปนวัย 28 ปีที่มีประสบการณ์ในการจับคู่เล่นกับทั้งราฟาเอล วาราน และเซร์คิโอ รามอสมาแล้ว และอีกคนหนึ่งคือเฆซุส บาเญโฆ่ กองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปีที่เป็นเด็กปั้ของสโมสร ซึ่งยังถือว่ามีประสบการณ์น้อยมากๆ ในการเล่นกับเรอัล มาดริด ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาได้ลงสนามช่วยทีมไปแล้ว l2 นัดในทุกรายการ แต่ก็ยังไม่ได้เป็นบทพิสูจน์ความสามารถของเขาว่าจะมาแทนเซร์คิโอ รามอส ดาวเตะที่อยู่กับทีมถึง 14 ปีได้หรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้เฆซุส บาเญโฆ่ พึ่งถูกปล่อยให้กับเรอัล ซาราโกซ่า และไอน์ทรัชต์ แฟรงเฟิร์ต ยืมตัวไปใช้งานเท่านั้น ทางที่ดีเรอัล มาดริดควรจะหากองหลังรายใหม่ที่จะมาแทนเซร์คิโอ รามอสจะดีกว่า

    สิ่งที่เรอัล มาดริด กำลังวิตกกังวลอย่างหนักในช่วงซัมเมอร์นี้ก็คือการขาดไปของคริสเตียโน่ โรนัลโด้นั่นเอง แต่ดูเหมือนประธานสโมสรอย่างฟลอเรนติโน่ เปเรซ จะไม่ได้ดูเดือดร้อนกับการขายนักเตะระดับตำนานของสโมสรออกไปเลยด้วยซ้ำ รวมถึงทางจูเลน โลโปเตกี กุนซือคนใหม่ของทีมด้วย ที่ดูเหมือนว่าจะมีแผนการรองรับอยู่แล้ว หากบอร์ดบริหารไม่สามารถซื้อใครเข้ามาเสริมทีมได้ ซึ่งจริงๆ แล้วตัวผู้เล่นของเรอัล มาดริดถือว่ามีประสิทธิภาพอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าอดีตกุนซือทีมชาติสเปนจะดันใครขึ้นมาเป็นตัวจริงแทนที่กัปตันทีมชาติโปรตุเกส โดยระบบของเขาในการใช้กับทีมชาติสเปนช่วงก่อนหน้านี้ นักเตะที่เล่นได้อย่างโดดเด่นมากที่สุดคืออิสโก้ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติสเปนของเรอัล มาดริดนั่นเอง ซึ่งอิสโก้เคยทำแฮตทริคให้กับทีมชาติสเปนในยุคของจูเลน โลโปเตกีในการพบกับทีมชาติอาร์เจนติน่าด้วย ทำให้ดูเหมือนว่ากุนซือคนใหม่วัย 51 ปีจะดันให้ดาวเตะวัย 26 ปีให้ก้าวขึ้นมาเป็นซุเปอร์สตาร์แทนที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ในฤดูกาลนี้ โดยอิสโก้สามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ของทีม หรือจะเป็นตำแหน่งกองหน้าฝั่งซ้ายก็เคยเล่นกับทีมชาติสเปนมาแล้ว และเคยได้เล่นในตำแหน่งนี้กับเรอัล มาดริดในยุคของซีเนอดีน ซีดานมาด้วยเล็กน้อย ด้วยเหตุผลนี้ที่จะทำให้โลโปเตกีจะดันอิสโก้ขึ้นมาเล่นในตำแหน่งที่สูงขึ้น และดูเหมือนว่าพวกเขาจะล้มแผนในการล่าตัวแทนของคริสเตียโน่ โรนัลโด้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งน่าจะรวมถึงเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ของเชลซีด้วย ซึ่งกัปตันทีมชาติเบลเยี่ยมคงจะต้องอกหักค้าแข้งในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ออกไปอีกอย่างน้อย 1 ฤดูกาล

ดาวเตะวัย 26 ปี โชว์ผลงานได้โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากย้ายจากมาลาก้ามาค้าแข้งในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2013 ด้วยค่าตัวประมาณ 30 ล้านยูโรในยุคของคาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนที่เข้ามาคุมทีมเป็นฤดูกาลแรกในตอนนั้น ซึ่งตั้งแต่นั้นมาเขาก็ได้ลงสนามช่วยทีมมาโดยตลอดระยะเวลา 5 ปี ซึ่งดาวเตะวัย 26 ปีได้ลงสนามช่วยทีมไปแล้วถึง 240 นัด เท่ากับว่าเขาสามารถลงสนามช่วยทีมถึงปีละเกือบ 50 นัดเลยทีเดียว นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมลงสนามได้ตลอด 5 ฤดูกาล ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่นักเตะระดับโลกมักจะมีเหมือนๆ กัน คือสามารถรักษาร่างกายไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บ และพร้อมเป็นตัวเลือกในการลงสนามๆ เสมอ

    คิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศส ถูกมองว่ากำลังจะกลายมาเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกคนต่อไป ซึ่งจะถือว่าเป็นเจเนเรชั่นที่ 3 หลังจากศตวรรษที่ 2000 โดยมีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับลิโอเนล เมสซี่ เป็นผู้นำในยุคแรก ยุคต่อมาที่เหมือนยังมาไม่สุดคือเนย์มาร์ และฟิลิเป้ คูตินโญ่ ที่ยังก้าวข้าม 2 ดาวเตะข้างต้นได้เลย ส่วนยุคที่ 3 มีดาวเตะจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงนี่แหละที่โดดเด่นลอยมาแต่ไกล จนถูกยกย่องว่าจะเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกในเร็ววันนี้ หากหมดยุคของ 2 เจ้าของบัลลง ดอร์ในช่วง 10 ปีหลังสุด

เอ็มบัปเป้ในวัย 19 ปี ที่ใครๆ ต่างก็ทราบดีว่าเขามีคริสเตียโน่ โรนัลโด้เป็นไอดอลของเขามาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เขาเป็นนักเตะเยาวชนของโมนาโก และเคยมีรูปถ่ายในห้องนอนของเขาที่มีรูปของ CR7 ติดอยู่เต็มผนังห้อง ด้วยอิริยาบททุกท่วงท่าในสนาม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนมีแนวโน้มที่จะไล่ไอดอลของเขาทันด้วย โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาถูกปารีส แซงต์ แชร์กแมงคว้าตัวไปร่วมทีม แต่ด้วยปัญหาด้านกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ ทำให้ต้องเป็นการยืมตัวไปก่อน โดยได้สวมหมายเลข 29 ที่ว่างอยู่ และต่อมาหลังช่วยทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ ทางทีมดังจากเมืองหลวงของฝรั่งเศสก็ได้ซื้อขาดมาจากโมนาโก ด้วยค่าตัวสูงถึง 121.5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่แพงกว่า 10 เท่าสมัยที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ย้ายทีมครั้งแรกจากสปอร์ติ้ง ลิสบอนมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และล่าสุดเมื่อลูคัส มูร่า ถูกขายไปให้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้หมายเลข 7 ในถิ่นปาร์ค เดอ แปรงค์ว่างลง ทำให้เอ็มบัปเป้เปลี่ยนเบอร์เสื้อจากหมายเลข 29 มาใช้หมายเลข 7 แทนในฤดูกาลที่จะถึงนี้ ตามรอยเหมือนคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ขวัญใจของเขาในวัยเยาว์

ในวัยเดียวกันถือว่าคิลิยัน เอ็มบัปเป้ เหนือกว่าคริสเตียโน่ โรนัลโด้ด้วยซ้ำ เพราะกว่าคริสเตียโน่ โรนัลโด้จะกลายมาเป็นเครื่องจักรถล่มประตู ก็คือช่วง 2 ฤดูกาลสุดท้ายก่อนออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปอยู่กับเรอัล มาดริดในวัย 24 ปี ซึ่งหากเอ็มบัปเป้ยังพัฒนาฝีเท้าได้อย่างต่อเนื่อง เขามีโอกาสที่จะทำประตูได้มากกว่าทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือลิโอเนล เมสซี่ด้วยซ้ำ แต่อาจจะต้องย้ายไปอยู่ในลีกที่มีคนยอมรับว่าแข็งแกร่งมากกว่าลีก เอิง อย่างลา ลีก้า สเปน หรือพรีเมียร์ลีก ที่ได้รับการยอมรับว่าหินที่สุดในโลก และแฟนเรอัล มาดริดก็หวังว่าจะตามรอยมาสวมเสื้อ “ราชันย์ชุดขาว” ด้วยเช่นกัน