ได้มีการคุมทีมอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับจูเลน โลเปเตกี อดีตกุนซือทีมชาติสเปน ที่หันมารับงานคุมทีมเรอัล มาดริดเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จนทำให้เกิดความวุ่นวายกันยกใหญ่ในแคมป์ทีมชาติสเปน ก่อนศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียจะเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่วันเท่านั้น และคงบอกได้เลยว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทีมชาติสเปนไม่ประบสบความสำเร็จในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เนื่องจากทีมที่ทำศึกครั้งนั้นเขาเป็นคนเลือกมากับมือ แล้วก็เตรียมทีมร่วมกันมานานแล้ว ซึ่งการให้เฟร์นานโด เอียร์โร่มาคุมทีมในตอนนั้นทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก และผลก็เป็นอย่างที่เห็น

โดยนัดแรกในการคุมทีมของกุนซือวัย 51 ปีให้กับเรอัล มาดริดคือการที่ต้องเล่นพรีซีซั่นกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เก็บตัวมานานกว่าพวกเขาพอสมควร ซึ่งโลเปเตกีก็จัดทัพที่พร้อมที่สุดลงสนามในนัดนั้น โดยใช้ระบบ 4-2-3-1 แผนประจำของเขาซึ่งคาดว่าจะนำมาใช้เป็นระบบหลักของเรอัล มาดริดในฤดูกาลนี้ด้วย โดยกองหน้าตัวเป้าเป็นคาริม เบนเซ่ม่า ตัวรุกเป็นวินิซิอุส จูเนี่ยร์ ดานี่ เซบาญอส และแกเร็ธ เบล แต่เนื่องจากความฟิตที่ยังสู้ไม่ได้ ทำให้พวกเขาต้องแพ้ไป 1-2 แต่รูปทรงของเกมถือว่าทำได้ดีทีเดียว และทำให้โลเปเตกีต้องรอชัยชนะนัดแรกของเขาออกไปก่อน

แต่ในเกมอุ่นเรื่องล่าสุดจูเลน โลเปเตกีก็สามารถเก็บชัยชนะนัดแรกในการคุมทีม “ราชันย์ชุดขาว” ได้สำเร็จ เมื่อเอาชนะยูเวนตุสไปได้ 3-1 ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เกมอุ่นเครื่องก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นการปลดล็อคชัยชนะนัดแรกได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเกมนี้เล่นกันได้อย่างสนุก และพวกเขาถูกยูเวนตุสออกนำไปก่อนด้วย จากการทำเข้าประตูตัวเองของดานี่ กาบาร์ฆาล แบ็คขวาทีมชาติสเปน แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เล่นได้ดีขึ้นโดยเฉพาะจังหวะสวนกลับที่มีวินิซิอุน จูเนี่ยร์ กับมาร์โก อเซนซิโก้ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันในการโต้กลับ และมารัวทำได้ถึง 3 ประตูจากมาร์โก อเซนซิโอ 2 ประตู และแกเร็ธ เบลอีก 1 ประตู ซึ่งอันที่จริงพวกเขามีโอกาสจะทำประตูได้มากกว่านี้อีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ก็จังหวะยังไม่ลงล็อคเท่าไหร่ ซึ่งจบเกมพวกเขามีสถติครองบอลถึง 64% เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเยอะมากกับการเจอกับทีมชั้นนำอย่างยูเวนตุสที่ก็จัดตัวผู้เล่นชุดใหญ่เลยทีเดียวในการลงสนามนัดนี้

 

    ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ๆ สำหรับเรอัล มาดริดในช่วงต่อจากนี้ที่จะไม่มีทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ฝากผลงานไว้กับสโมสรมากมายในระยะเวลา 9 ปีที่ค้าแข้งในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว รวมถึงการที่ไม่มีซีเนอดีน ซีดาน กุนซือชาวฝรั่งเศสผู้พาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ 3 สมัยซ้อน ซึ่งยังไม่เคยมีกุนซือคนไหนทำได้เลยด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ซีดานพึ่งจะก้าวขึ้นมาคุมทีม “ราชันย์ชุดขาว” ได้เพียง 2 ปีครึ่งเท่านั้น ทำให้หลายคนต่างมองว่าเรอัล มาดริดคงจะไม่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลรายการใหญ่ของยุโรปในปีนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากสถิติที่ผ่านๆ มามันบอกแบบนั้น เพราะว่าผลงานของเรอัล มาดริดในช่วงก่อนที่จะดึงคริสเตียโน่ โรนัลโด้จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์เมื่อปี 2009 พวกเขาต้องตกรอบ 16 สุดท้ายมาโดยตลอดในช่วง 5 ปีก่อนหน้านั้น และในปีแรกที่โรนัลโด้มาร่วมทีมเขาก็ต้องตกรอบ 16 ปีสุดท้ายเช่นกัน แต่หลังจากนั้นมาอีก 8 ฤดูกาล เรอัล มาดริดกลับผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้เป็นอย่างน้อยมา 8 ฤดูกาลแล้ว ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าดาวเตะกัปตันทีมชาติโปรตุเกสมีความสำคัญกับผลงานในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกของทีมจากเมืองหลวงของประเทศสเปนเป็นอย่างมาก โดยในช่วง 8 ฤดูกาลหลังสุด พวกเขาคว้าถ้วย “บิ๊ก เอียร์” ไปได้ถึง 4 ครั้ง และทำให้ยอดรวมแชมป์สูงสุดของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกซึ่งรวมไปถึงยูโรเปี้ยน คัพในสมัยก่อนด้วย พวกเขาจะมียอดรวมการเป็นแชมป์ถึง 13 สมัยแล้ว และทิ้งอันดับที่ 2 คือเอซี มิลานที่ได้แชมป์รายการนี้ไปแล้ว 7 ครั้งไปถึง 6 สมัยด้วยกัน

นอกจากผลงานของทีมเรอัล มาดริดแล้ว ผลงานส่วนตัวของโรนัลโด้ก็มีส่วนที่ทำให้ทีมประสบความสำเร็จเช่นกัน เนื่องจากหลังจากที่โรนัลโด้ย้ายมาอยู่ที่ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ดาวเตะหมายเลข 7 ของทีมกลายเป็นดาวซัลโวประจำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไปถึง 6 ฤดูกาล โดยเป็น 6 ฤดูกาลหลังสุดด้วยที่เขายิงได้มากสุดมาตลอด โดยมีเพียงฤดูกาล 2014-2015 เท่านั้นที่เขาทำประตูได้เท่ากับเนย์มาร์ และลิโอเนล เมสซี่ 2 ดาวเตะของบาร์เซโลน่าในเวลานั้นที่ 10 ประตู ทำให้โรนัลโด้กลายเป็นนักเตะที่เป็นดาวซัลโวมากที่สุดถึง 7 สมัย โดยรวมกับตอนที่อยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 สมัยในปีที่เขาพาทีม “ปีศาจแดง” คว้าแชมป์ในฤดูกาล 2007-2008 และตอนนี้ยังกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลรายการนี้ด้วย และนี่คือเหตุผลที่จะทำให้เรอัล มาดริดจะไม่ประสบความสำเร็จในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลนี้

   เซร์คิโอ รามอส ปราการหลังทีมชาติสเปน อยู่ค้าแข้งกับเรอัล มาดริดมาแล้วกว่า 13 ฤดูกาล โดยฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลที่ 14 ของเขาในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ซึ่งเขากลายเป็นตัวหลักของทีมมาโดยตลอด หลังจากย้ายจากเซบีญ่ามาร่วมทีมดังจากเมืองหลวงด้วยค่าตัว 27 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะกองหลังชาวสเปนที่มีค่าตัวแพงที่สุดในเวลานั้นอีกด้วยในช่วงปี 2005 โดยรามอสถูกยกย่องว่าเป็นกองหลังดาวรุ่งอนาคตไกลในเวลานั้น ซึ่งตอนนั้นเขาเล่นได้ทั้งแบ็คขวา และปราการหลังตัวกลาง แต่ระยะหลังเขาถูกจับมาเล่นเป็นปราการหลังตัวกลางมาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันเขาก็อายุอานามปาเข้าไป 32 ปีแล้ว ทำให้สปีดความเร็ว และร่างกายของเขาไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิม แต่ก็ได้เพิ่มการอ่านเกมที่เฉียบขาดขึ้น และประสบการณ์ที่ทำให้เขานิ่งขึ้นมาทดแทน แต่ด้วยฟอร์มจากช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเหมือนว่าจะเป็นช่วงที่อยู่ในฟอร์มขาลงของเขาแล้ว และทางเรอัล มาดริด โดยกุนซือคนใหม่อย่างจูเลน โลโปเตกี และฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรของทีมควรจะหาตัวตายตัวแทนของอดีตดาวรุ่งของเซบีญ่าเข้ามาแทนที่ได้แล้ว เนื่องจากเซร์คิโอ รามอสคงจะเล่นด้วยฟอร์มที่ดีที่สุดได้อีกไม่นานแล้ว แต่ในช่วงซัมเมอร์นี้ทีมยังไม่ได้มีการซื้อตัวนักเตะในตำแหน่งกองหลังเข้ามาสู่ทีมแต่อย่างใด

โดยตอนนี้ดาวเตะวัย 32 ปีจะยืนเป็นปราการหลังตัวกลางคู่กับราฟาเอล วาราน ปราการหลังร่างสูงทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแชมป์โลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมาด้วย โดยจะได้จับคู่กันเป็นหลัก โดยวารานมีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น โดยในทีมเรอัล มาดริดตอนนี้มีเพียงนาโช่ เฟร์นานเดส กองหลังทีมชาติสเปนวัย 28 ปีที่มีประสบการณ์ในการจับคู่เล่นกับทั้งราฟาเอล วาราน และเซร์คิโอ รามอสมาแล้ว และอีกคนหนึ่งคือเฆซุส บาเญโฆ่ กองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปีที่เป็นเด็กปั้ของสโมสร ซึ่งยังถือว่ามีประสบการณ์น้อยมากๆ ในการเล่นกับเรอัล มาดริด ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาได้ลงสนามช่วยทีมไปแล้ว l2 นัดในทุกรายการ แต่ก็ยังไม่ได้เป็นบทพิสูจน์ความสามารถของเขาว่าจะมาแทนเซร์คิโอ รามอส ดาวเตะที่อยู่กับทีมถึง 14 ปีได้หรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้เฆซุส บาเญโฆ่ พึ่งถูกปล่อยให้กับเรอัล ซาราโกซ่า และไอน์ทรัชต์ แฟรงเฟิร์ต ยืมตัวไปใช้งานเท่านั้น ทางที่ดีเรอัล มาดริดควรจะหากองหลังรายใหม่ที่จะมาแทนเซร์คิโอ รามอสจะดีกว่า

    สิ่งที่เรอัล มาดริด กำลังวิตกกังวลอย่างหนักในช่วงซัมเมอร์นี้ก็คือการขาดไปของคริสเตียโน่ โรนัลโด้นั่นเอง แต่ดูเหมือนประธานสโมสรอย่างฟลอเรนติโน่ เปเรซ จะไม่ได้ดูเดือดร้อนกับการขายนักเตะระดับตำนานของสโมสรออกไปเลยด้วยซ้ำ รวมถึงทางจูเลน โลโปเตกี กุนซือคนใหม่ของทีมด้วย ที่ดูเหมือนว่าจะมีแผนการรองรับอยู่แล้ว หากบอร์ดบริหารไม่สามารถซื้อใครเข้ามาเสริมทีมได้ ซึ่งจริงๆ แล้วตัวผู้เล่นของเรอัล มาดริดถือว่ามีประสิทธิภาพอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าอดีตกุนซือทีมชาติสเปนจะดันใครขึ้นมาเป็นตัวจริงแทนที่กัปตันทีมชาติโปรตุเกส โดยระบบของเขาในการใช้กับทีมชาติสเปนช่วงก่อนหน้านี้ นักเตะที่เล่นได้อย่างโดดเด่นมากที่สุดคืออิสโก้ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติสเปนของเรอัล มาดริดนั่นเอง ซึ่งอิสโก้เคยทำแฮตทริคให้กับทีมชาติสเปนในยุคของจูเลน โลโปเตกีในการพบกับทีมชาติอาร์เจนติน่าด้วย ทำให้ดูเหมือนว่ากุนซือคนใหม่วัย 51 ปีจะดันให้ดาวเตะวัย 26 ปีให้ก้าวขึ้นมาเป็นซุเปอร์สตาร์แทนที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ในฤดูกาลนี้ โดยอิสโก้สามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ของทีม หรือจะเป็นตำแหน่งกองหน้าฝั่งซ้ายก็เคยเล่นกับทีมชาติสเปนมาแล้ว และเคยได้เล่นในตำแหน่งนี้กับเรอัล มาดริดในยุคของซีเนอดีน ซีดานมาด้วยเล็กน้อย ด้วยเหตุผลนี้ที่จะทำให้โลโปเตกีจะดันอิสโก้ขึ้นมาเล่นในตำแหน่งที่สูงขึ้น และดูเหมือนว่าพวกเขาจะล้มแผนในการล่าตัวแทนของคริสเตียโน่ โรนัลโด้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งน่าจะรวมถึงเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์ของเชลซีด้วย ซึ่งกัปตันทีมชาติเบลเยี่ยมคงจะต้องอกหักค้าแข้งในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ออกไปอีกอย่างน้อย 1 ฤดูกาล

ดาวเตะวัย 26 ปี โชว์ผลงานได้โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากย้ายจากมาลาก้ามาค้าแข้งในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2013 ด้วยค่าตัวประมาณ 30 ล้านยูโรในยุคของคาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนที่เข้ามาคุมทีมเป็นฤดูกาลแรกในตอนนั้น ซึ่งตั้งแต่นั้นมาเขาก็ได้ลงสนามช่วยทีมมาโดยตลอดระยะเวลา 5 ปี ซึ่งดาวเตะวัย 26 ปีได้ลงสนามช่วยทีมไปแล้วถึง 240 นัด เท่ากับว่าเขาสามารถลงสนามช่วยทีมถึงปีละเกือบ 50 นัดเลยทีเดียว นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมลงสนามได้ตลอด 5 ฤดูกาล ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่นักเตะระดับโลกมักจะมีเหมือนๆ กัน คือสามารถรักษาร่างกายไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บ และพร้อมเป็นตัวเลือกในการลงสนามๆ เสมอ

    คิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศส ถูกมองว่ากำลังจะกลายมาเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกคนต่อไป ซึ่งจะถือว่าเป็นเจเนเรชั่นที่ 3 หลังจากศตวรรษที่ 2000 โดยมีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับลิโอเนล เมสซี่ เป็นผู้นำในยุคแรก ยุคต่อมาที่เหมือนยังมาไม่สุดคือเนย์มาร์ และฟิลิเป้ คูตินโญ่ ที่ยังก้าวข้าม 2 ดาวเตะข้างต้นได้เลย ส่วนยุคที่ 3 มีดาวเตะจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงนี่แหละที่โดดเด่นลอยมาแต่ไกล จนถูกยกย่องว่าจะเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกในเร็ววันนี้ หากหมดยุคของ 2 เจ้าของบัลลง ดอร์ในช่วง 10 ปีหลังสุด

เอ็มบัปเป้ในวัย 19 ปี ที่ใครๆ ต่างก็ทราบดีว่าเขามีคริสเตียโน่ โรนัลโด้เป็นไอดอลของเขามาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เขาเป็นนักเตะเยาวชนของโมนาโก และเคยมีรูปถ่ายในห้องนอนของเขาที่มีรูปของ CR7 ติดอยู่เต็มผนังห้อง ด้วยอิริยาบททุกท่วงท่าในสนาม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนมีแนวโน้มที่จะไล่ไอดอลของเขาทันด้วย โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาถูกปารีส แซงต์ แชร์กแมงคว้าตัวไปร่วมทีม แต่ด้วยปัญหาด้านกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ ทำให้ต้องเป็นการยืมตัวไปก่อน โดยได้สวมหมายเลข 29 ที่ว่างอยู่ และต่อมาหลังช่วยทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ ทางทีมดังจากเมืองหลวงของฝรั่งเศสก็ได้ซื้อขาดมาจากโมนาโก ด้วยค่าตัวสูงถึง 121.5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่แพงกว่า 10 เท่าสมัยที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ย้ายทีมครั้งแรกจากสปอร์ติ้ง ลิสบอนมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และล่าสุดเมื่อลูคัส มูร่า ถูกขายไปให้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้หมายเลข 7 ในถิ่นปาร์ค เดอ แปรงค์ว่างลง ทำให้เอ็มบัปเป้เปลี่ยนเบอร์เสื้อจากหมายเลข 29 มาใช้หมายเลข 7 แทนในฤดูกาลที่จะถึงนี้ ตามรอยเหมือนคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ขวัญใจของเขาในวัยเยาว์

ในวัยเดียวกันถือว่าคิลิยัน เอ็มบัปเป้ เหนือกว่าคริสเตียโน่ โรนัลโด้ด้วยซ้ำ เพราะกว่าคริสเตียโน่ โรนัลโด้จะกลายมาเป็นเครื่องจักรถล่มประตู ก็คือช่วง 2 ฤดูกาลสุดท้ายก่อนออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปอยู่กับเรอัล มาดริดในวัย 24 ปี ซึ่งหากเอ็มบัปเป้ยังพัฒนาฝีเท้าได้อย่างต่อเนื่อง เขามีโอกาสที่จะทำประตูได้มากกว่าทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือลิโอเนล เมสซี่ด้วยซ้ำ แต่อาจจะต้องย้ายไปอยู่ในลีกที่มีคนยอมรับว่าแข็งแกร่งมากกว่าลีก เอิง อย่างลา ลีก้า สเปน หรือพรีเมียร์ลีก ที่ได้รับการยอมรับว่าหินที่สุดในโลก และแฟนเรอัล มาดริดก็หวังว่าจะตามรอยมาสวมเสื้อ “ราชันย์ชุดขาว” ด้วยเช่นกัน

    การคว้าตัวอังเดรย์ ลูนิน นายทวารดาวรุ่งชาวยูเครนวัย 19 ปีมาจากซอร์ย่า ลูฮานคส์ ทีมในประเทศยูเครนมาร่วมทีมในฤดูกาลนี้ ทำให้มีคำถามเกิดขึ้นมาว่าเรอัล มาดริด ยังต้องการจะคว้าตัวผู้รักษาประตูมาเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้อีกหรือไม่ เพราะพวกเขายังมีเคย์ลอร์ นาบาส จอมหนึบทีมชาติคอสตาริก้าอยู่ในทีมทั้งคน แต่ด้วยข่าวลือที่เหมือนพวกเขาต้องการตัวธีบอต์ กูร์ตัวส์ นายประตูทีมชาติเบลเยี่ยมจากเชลซีในช่วงซัมเมอร์นี้ที่มาแรงแซงทางโค้ง และมีโอกาสค่อนข้างมากที่จะได้ตัวมาร่วมทีม เนื่องจากด้วยนายประตูวัย 27 ปีต้องการย้ายมาอยู่กับลูกในกรุงมาดริดด้วย ทำให้เขาตกเป็นข่าวว่าต้องการย้ายกลับมาอยู่ที่สเปนนานแล้ว ทำให้ถูกเชื่อมโยงกับเรอัล มาดริดในซัมเมอร์นี้ ซึ่งอันที่จริงเรอัล มาดริดยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคว้านายประตูคนใหม่เข้ามาเพิ่มเสียด้วยซ้ำ ในเมื่อพวกเขาได้ประตูดาวรุ่งที่พร้อมจะมาเป็นตัวสำรองของเคย์ลอร์ นาบาส ที่โชว์ผลงานได้อย่างสุดยอดอยู่แล้ว และน่าจะเอาเงินไปซื้อนักเตะในตำแหน่งอื่นมาร่วมทีมมากกว่า ทำให้มีความสงสัยว่าทีม “ราชันย์ชุดขาว” จะเอานายประตูมือ 1 ของเชลซีและทีมชาติเบลเยี่ยมมายังถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวจริงหรือ?

หากเป็นยุคประมาณ 10 ปีก่อน มีความเป็นไปได้สูงมากที่ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริดจะไปสอยมาร่วมทีมอย่างแน่นอนในยุคของกาลาคติกอส แต่ด้วยแนวทางที่เปลี่ยนไป ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเริ่มเน้นในเรื่องของการทำธุรกิจมากขึ้น โดยเน้นที่จะซื้อของถูกมากกว่า และพร้อมขายนักเตะหากได้ราคาที่สมน้ำสมเนื้อ หากว่านักเตะคนนั้นไม่ได้เป็นกำลังสำคัญของทีมแล้ว หรือมีนักเตะคนอื่นที่สามารถขึ้นมาทดแทนได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นซุเปอร์สตาร์เหมือนอย่างในอดีต ซึ่งด้วยความเหนียวและอายุของเคย์ลอร์ นาบาสในวัย 31 ปียังสามารถเล่นได้ในฟอร์มที่สุดยอดในตำแหน่งผู้รักษาประตูได้อย่างน้อยอีก 3-4 ปี ทำให้ยังไม่ต้องจำเป็นที่จะรีบซื้อนายประตูรายใหม่ในช่วงซัมเมอร์นี้ด้วยซ้ำ

สิ่งที่นักธุรกิจอย่างฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริดน่าจะทำในช่วงนี้น่าจะเป็นการหาทางผ่องถ่ายนักเตะที่ไม่ค่อยได้ใช้งานแล้วออกจากทีมมากกว่า เพราะแนวโน้มตลาดนักเตะตอนนี้ เป็นช่วงที่ขายแล้วได้กำไรดีมาก หากมองในแง่ของนักธุรกิจ เพราะตอนนี้ตลาดนักเตะในวงการฟุตบอลโดยเฉพาะโซนยุโรป ถือว่าอยู่ในช่วงเงินเฟ้อเลยทีเดียว